สรุปสถิติภัยคุกคามทางไซเบอร์ประจำปี 2025 จากศูนย์ CSOC ของ NT cyfence

ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา ศูนย์ปฏิบัติการ Cybersecurity Operations Center (CSOC) โดย NT cyfence ได้เฝ้าระวังและวิเคราะห์ข้อมูลด้านความมั่นคงปลอดภัย พบว่าโลกไซเบอร์ก้าวเข้าสู่ยุค Hyper-Evolution ที่อาชญากรไม่ได้เพียงแค่โจมตี แต่มีการปรับเทคนิคให้มีความซับซ้อน แนบเนียน และพุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนขององค์กรอย่างแม่นยำกว่าที่เคย
ทีมงาน NT cyfence ขอสรุปสถิติสำคัญที่องค์กรในยุคดิจิทัลต้องรู้ เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายในปีนี้
วิเคราะห์ 4 อันดับภัยคุกคามตามประเภทเหตุการณ์ (Incident Category)

ภาพรวมในปีนี้ชี้ให้เห็นว่า การพยายามเจาะระบบ (Intrusion Attempts) ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักที่แฮกเกอร์ใช้เพื่อหาทางเข้าสู่เน็ตเวิร์กของเหยื่อ
มุมมองจาก NT cyfence ตัวเลข 76% ของ Intrusion Attempts สะท้อนว่าองค์กรถูกหาช่องโหว่อยู่ตลอดเวลา การมีระบบตรวจจับ (IDS/IPS) และการทำ Patch Management จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่เป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องมี
แม้ Malicious Code จะมีสัดส่วน 17% แต่ความรุนแรงนั้นมหาศาล โดยในปี 2025 พบว่ามัลแวร์ประเภท Backdoor ครองแชมป์เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นในการควบคุมเครื่องเหยื่อ
Malicious Code – 17%
ภัยคุกคามจากโค้ดประสงค์ร้าย เช่น Virus, Worm, Trojan หรือสคริปต์อันตราย คิดเป็น 17% ของเหตุการณ์ทั้งหมด แม้จะมีสัดส่วนรองลงมา แต่ถือเป็นภัยที่สร้างความเสียหายโดยตรงต่อข้อมูลและการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อเรียกค่าไถ่ และการฝังมัลแวร์เพื่อดึงข้อมูลสำคัญออกจากระบบ สาเหตุหลักเกิดจากพนักงานขาดความรู้ด้าน Cybersecurity จนอาจเผลอดาวน์โหลดมัลแวร์เข้าสู่ระบบทำให้เกิดความเสียหาย เช่น ถูกเรียกค่าไถ่ข้อมูล ไฟล์ข้อมูลรั่วไหล ไปจนถึงใช้งานระบบไม่ได้ เป็นต้น องค์กรจึงควรเสริมมาตรการ Endpoint Protection, ระบบ EDR/XDR และสร้างความตระหนักรู้ให้พนักงานเกี่ยวกับภัยฟิชชิง
Availability – 4%
เหตุการณ์ที่กระทบต่อความพร้อมใช้งานของระบบ (Availability)คิดเป็น 4% เป็นภัยคุกคามที่เกิดจากการโจมตีสภาพความพร้อมใช้งานของระบบ เพื่อทำให้บริการต่างๆ ไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ จนมีผลกระทบตั้งแต่เกิดความล่าช้าในการตอบสนองของบริการจนกระทั่งระบบไม่สามารถให้บริการต่อไปได้ ซึ่งตัวอย่างของภัยคุกคามในรูปแบบนี้ ได้แก่ DDoS (Distributed Denial of Service) Attack คือ การที่ผู้ไม่ประสงค์ดีใช้เครื่องมือเพื่อสร้างปริมาณ Traffic/Packet ที่ผิดปกติส่งเข้ามาก่อกวนในระบบ Network (Flood Network) การมีระบบสำรอง (Backup), ระบบกระจายโหลด (Load Balancing) และแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน (Incident Response Plan) จึงเป็นสิ่งจำเป็น
Information Gathering – 3%
การเก็บรวบรวมข้อมูล (Information Gathering) คิดเป็น 3% ของเหตุการณ์ทั้งหมด โดยมักเป็นขั้นตอนแรกก่อนการโจมตีจริง เช่น การสแกนพอร์ต การสำรวจโครงสร้างเครือข่าย หรือการรวบรวมข้อมูลอีเมลองค์กรเพื่อนำไปใช้ในการโจมตีแบบฟิชชิงในอนาคต แม้ดูเหมือนไม่รุนแรงในทันที แต่ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่องค์กรไม่ควรมองข้าม เป็นพฤติกรรมการพยายามรวบรวมข้อมูลจุดอ่อนระบบของผู้ไม่ประสงค์ดี (Scanning) ด้วยการเรียกใช้บริการต่างๆ ที่อาจจะเปิดไว้บนระบบ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ ระบบซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งหรือใช้งาน ข้อมูลบัญชีชื่อผู้ใช้งาน (User Account) เป็นต้น
นอกจากนี้ศูนย์ CSOC ก็ยังมีการเปรียบเทียบสถิติการโจมตีของภัยคุกคามตั้งแต่ปี 2021-2025 ที่ผ่านมา
จะพบว่ามีภัยคุกคามบางชนิดเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอย่างมาก และบางชนิดก็ลดลงอย่างมากเช่นกัน ดังข้อมูลด้านล่างนี้

จากสถิติพบว่ารูปแบบของภัยคุกคามมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในแต่ละปี โดยในกลุ่ม Intrusion Attempt เคยสูงถึง 82% ในปี 2021 ก่อนจะลดลงอย่างมากและกลับมาพุ่งสูงอีกครั้งในปี 2025 ที่ 76% ทางด้าน Malicious Code มีการระบาดสูงสุดในปี 2022 ที่ 54% ในขณะที่ภัยคุกคามประเภท Availability กลายเป็นปัญหาหลักที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปี 2023 (83%) และสูงสุดในปี 2024 ที่ 91.27% ก่อนจะลดลงเหลือเพียง 4% ในปี 2025 และสุดท้ายคือ Information Gathering มีสัดส่วนการตรวจพบที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเภทอื่น โดยมีสถิติสูงสุดในปี 2022 อยู่ที่ 16% และทยอยลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือ 3% ในปี 2025
Top 5 ประเทศต้นทางที่มีพฤติกรรมพยายาม Exploit Vulnerability
สถิติ 5 ประเทศที่พยายาม Exploit Vulnerability ดังนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ ไทย และ เยอรมัน ซึ่งเป็นที่น่าตกใจเนื่องจากมีการโจมตีภายในประเทศไทยด้วย

Top 5 ประเทศต้นทางที่มีพฤติกรรมพยายาม Login Attempts
สถิติประเทศที่พยายามบุกรุกระบบ 5 อันดับ ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย จีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย และ รัสเซีย

Top 5 ประเภท Malicious Code
สำหรับ Malicious Code แม้ว่าจะไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นเป็นอันดับ 1 แต่ก็สามารถส่งผลกระทบรุนแรงได้ ศูนย์ปฏิบัติการ Cybersecurity Operations Center (CSOC) ของ NT cyfence ได้รวบรวมข้อมูลพบว่าแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

- Backdoor: SystemBC.Botnet พบ 55%
เป็นมัลแวร์แบบ Backdoor ที่มักถูกใช้เป็นตัวกลาง (proxy) ในการซ่อนการเชื่อมต่อของแฮกเกอร์ช่วยผู้โจมตีสื่อสารกับเครื่องเหยื่อแบบไม่ถูกตรวจจับง่ายมักใช้กันบ่อยกับการโจมตีแบบ Ransomware - General.Interest: Monero.Cryptocurrency.Miner พบ 24%
เป็นโปรแกรมใช้สำหรับขุดเงินดิจิทัล (Cryptocurrency Miner) โดยเฉพาะสกุล Monero (XMR) และผู้โจมตีจะติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์เหยื่อเพื่อใช้ CPU/GPU ไปขุดเหรียญให้กับแฮกเกอร์ทำให้เครื่องช้า, ร้อน, และเปลืองไฟ - Backdoor: Backdoor.DoublePulsar พบ 4%
เป็น Backdoor ที่มีชื่อเสียง ถูกใช้ในเหตุการณ์ WannaCry Ransomware (2017) พัฒนาโดย NSA (รั่วไหลออกมาโดยกลุ่ม Shadow Brokers) ใช้ช่องโหว่ EternalBlue ใน Windows เพื่อใช้ Remote เข้ามาควบคุมเครื่อง - Backdoor: Mirai.Botnet พบ 2%
เป็นมัลแวร์ Botnet ที่ใช้โจมตี IoT อุปกรณ์ เช่น เราเตอร์, กล้องวงจรปิดเมื่ออุปกรณ์ติด Mirai จะถูกควบคุมให้กลายเป็นบอท (Botnet) ใช้ทำการโจมตี DDoS ขนาดใหญ่ - backdoor: Remote.CMD.Shell พบ 1%
เป็น Remote Shell Backdoor ที่เปิดให้แฮกเกอร์เข้าถึง Command Prompt ของเครื่องเหยื่อทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันคำสั่ง, ขโมยไฟล์, หรือติดตั้งมัลแวร์อื่น ๆ ได้
5 พฤติกรรม ของ Availability

- Website Down พบ 81%
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พบมากที่สุด คือ เซิร์ฟเวอร์ไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือเว็บไซต์ Down เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น มีคนเข้าใช้งานมากเกินความสามารถของ Server และ Application,โดน Hack หน้าเว็บ Redirect ไปเว็บอื่นของแฮกเกอร์ จนไม่สามารถให้บริการได้, โดนเปลี่ยน code เว็บ ใน Server เพื่อให้แสดงผลผิดพลาด หรือ โดน DDoS Attack เป็นต้น - Denial of Services พบ 16 %
คือ การโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งทำให้ระบบ คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ หรือบริการออนไลน์ ไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ โดยการทำให้ทรัพยากรถูกใช้งานจนเกินความสามารถ เช่น CPU, RAM, Bandwidth หรือ Database - Others พบ 2%
5 ประเทศแรกต้นทางที่มีพฤติกรรมพยายาม Denial of Services
พฤติกรรมพยายาม Denial of Services เรียงลำดับดังนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา จีน สิงคโปร์ ไทย ญี่ปุ่น

บทสรุปภาพรวมปี 2025
ปี 2025 คือบทพิสูจน์ว่าภัยคุกคามไม่ได้ลดน้อยลง แต่กลับ แนบเนียนและมุ่งเป้ามากขึ้น โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยติดอันดับทั้งต้นทางและเป้าหมายการโจมตี
แนวทางการรับมือที่สำคัญ:
- Identity First: ยกระดับการยืนยันตัวตนเพื่อป้องกัน Intrusion Attempts ที่สูงถึง 76%
- Endpoint Intelligence: ใช้ระบบ EDR/XDR เพื่อตรวจจับ Backdoor และมัลแวร์สมัยใหม่ที่หลบเลี่ยง Antivirus ทั่วไป
- Cyber Resilience: เตรียมแผน Incident Response และระบบ Backup ที่พร้อมกู้คืนข้อมูลได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ
NT cyfence ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเคียงข้างองค์กรของคุณด้วยบริการการเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ผ่านศูนย์ CSOC ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ธุรกิจไทยก้าวข้ามผ่านทุกวิกฤตไซเบอร์ได้อย่างมั่นคง