ช่องโหว่เว็บไซต์ประเภทใดบ้างที่พบการโจมตีบ่อยที่สุด

เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับ “พบการโจมตีช่องโหว่ พบช่องโหว่ที่เอื้อประโยชน์ให้แฮกเกอร์โจมตี” หรือไม่ แล้วเคยสงสัยไหมว่า ช่องโหว่คืออะไร มีกระบวนการโจมตีอย่างไร และมีประเภทใดบ้าง บทความนี้ ทีมงานจะมาบอกถึง ประเภทของช่องโหว่ที่พบการโจมตีบ่อยมากที่สุด

ช่องโหว่คืออะไร

ช่องโหว่ เป็นข้อบกพร่องของโค้ดหรือที่เรียกว่า “บั๊ก” ส่วนใหญ่จะพบในเว็บไซต์ เนื่องจากทุกเว็บไซต์จะมีการเขียนโค้ดเพื่อทำเป็นระบบหลังบ้านของเว็บไซต์ เมื่อโปรแกรมเมอร์เขียนโค้ดไม่รอบคอบ หรือเกิดการโจมตีรูปแบบใหม่ขึ้นจนทำให้โค้ดที่เขียนไว้นานแล้ว เกิดข้อผิดพลาดจนเป็นช่องโหว่และไม่สามารถป้องกันการโจมตีได้  ก็จะทำให้ผู้ประสงค์ร้าย หรือ แฮกเกอร์ เข้าถึงระบบ กระบวนการหรือแม้กระทั่งข้อมูลที่มีความสำคัญขององค์กรโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตได้นั่นเอง ซึ่งการเข้าถึงดังกล่าวของผู้ประสงค์ร้าย หรือ แฮกเกอร์ จะเข้าจัดการระบบภายใน จนสามารถยึดเอาแอปพลิเคชัน ขโมยข้อมูล จนเกิดผลเสียหาย เช่น ทำให้เกิดการหยุดชะงักของบริการขนาดใหญ่ ถูกนำเอาข้อมูลภายในไปขายใน Darkweb  หรือ ใช้เรียกค่าไถ่ข้อมูล ฯลฯ

ซึ่งการที่มีความเข้าใจว่าช่องโหว่ของเว็บไซต์คืออะไรและจะป้องกันได้อย่างไร จะทำให้องค์กรต่างๆ จะมีความพร้อมมากขึ้นในการหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับมาตรการรักษาความปลอดภัยได้มากขึ้น 

ประเภทช่องโหว่ของเว็บไซต์มีอะไรบ้าง

  • SQL Injections (SQLi)

ช่องโหว่ SQLi จะทำให้แฮกเกอร์สามารถแทรกโค้ดที่เป็นอันตรายลงในเป้าหมาย โดยการกระทำรูปแบบนี้ ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตและสามารถ แก้ไข/ สร้าง/ ลบ/ และจัดการข้อมูลที่เป็นความลับของเหยื่อ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในช่องโหว่ของเว็บแอปพลิเคชันที่ร้ายแรงมากที่สุด

  • Cross-Site Scripting (XSS)

ช่องโหว่ XSS จะช่วยให้ผู้โจมตีสามารถแอบอ้างเป็นบุคคลอื่นหรือการโจมตีแบบฟิชชิ่ง โดยอนุญาตให้แฮกเกอร์แทรกสคริปต์ที่เป็นอันตรายในฝั่ง Client กรณีนี้มักเกิดขึ้นเมื่อแอปพลิเคชันรับข้อมูลจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือและอนุญาตให้ป้อนข้อมูลโดยที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ เช่น แบบฟอร์ม แบบสำรวจความคิดเห็น หรือการดาวน์โหลดลิงก์อันตราย จนการเป็นติดตั้งมัลแวร์ลงเครื่อง ฯลฯ

  • Cross-Site Request Forgery (CSRF)

ช่องโหว่ของ CSRF จะช่วยให้ผู้โจมตีใช้ตัวตน (Identity) และ สิทธิ์ (Privilege) ข้อมูลของเหยื่อที่มีบนเว็บไซต์ หรือ Application ในการปลอมตัวเป็นเหยื่อและกระทำการหรือธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์โดยที่เหยื่อไม่ได้ตั้งใจ 

  • Security Misconfigurations

ช่องโหว่ของเว็บไซต์เหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อการควบคุมความปลอดภัยและการตั้งค่าต่าง ๆ ของเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน เซิร์ฟเวอร์ บริการเครือข่าย แพลตฟอร์ม กรอบงาน ฐานข้อมูล ฯลฯ ถูกนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสมหรือดำเนินการโดยมีช่องว่างและข้อผิดพลาด

  • Broken Authentication and Session Management

ช่องโหว่เหล่านี้เป็นช่องโหว่ของเว็บแอปฯ ที่อนุญาตให้ผู้โจมตีดักจับหรือยอมให้ข้ามวิธีการตรวจสอบ โดยการข้ามการตรวจสอบสิทธิ์และตัวระบุเซสชัน ผู้โจมตีสามารถแอบอ้างบุคคลอื่น ขโมยข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางบัญชี เป็นต้น

  • Sensitive Data Exposure

ช่องโหว่ของเว็บไซต์นี้เกิดขึ้นเมื่อข้อมูลที่ละเอียดอ่อนไม่ได้รับการป้องกันเพียงพอ ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย อย่างเช่นชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน โทเค็นเซสชัน ข้อมูลบัตรเครดิต เวชระเบียน ฯลฯ 

6 ประเภทช่องโหว่ของเว็บไซต์นี้ สามารถป้องกันจากการถูกโจมตีได้ด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยได้หลายวิธี เช่น การเข้ารหัสข้อมูลที่ทันสมัย ​​การควบคุมการเข้าถึงที่เข้มงวด และมาตรการรับรองความถูกต้อง การตรวจสอบความถูกต้องของผู้ใช้  วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันจากช่องโหว่ของเว็บไซต์คือการดำเนินการในเชิงรุก องค์กรจำเป็นต้องได้รับการทดสอบการแฮกโดยจะต้องได้รับการระบุช่องโหว่และแก้ไขช่องโหว่ก่อนที่ผู้โจมตีจะทำได้ 

ซึ่ง NT cyfence มีบริการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการถูกโจมตีช่องโหว่เว็บไซต์ มี 2 บริการ  ได้แก่ บริการ Penetration Test เป็นบริการทดสอบการบุกรุกระบบ โดยจะทดสอบด้วยทีมงาน NT cyfence ทำงานแฮกระบบผู้ใช้บริการ เพื่อตรวจสอบเว็บไซต์ว่า มีช่องโหว่หรือไม่ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการป้องกัน รวมถึง Report เพื่อสรุปการทำงานทั้งหมด  

และบริการ Vulnerability Assessment  เป็นบริการตรวจสอบช่องโหว่ของระบบ ตั้งแต่ช่องโหว่ในกระบวนการทำงานของระบบ เซิร์ฟเวอร์ และเครือข่าย ไปจนถึงอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย ทำให้ผู้ใช้บริการได้ทราบถึงช่องโหว่ภายในองค์กร และนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงได้อย่างถูกจุด สำหรับองค์กรใดที่สนใจและต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ โทร NT contact center 1888 และติดต่อเราผ่านทาง www.cyfence.com/contact-us

ที่มา: indusface