แฮกเกอร์โจมตี WordPress ผ่านช่องโหว่ร้ายแรง wp2Shell ยึดเว็บไซต์ด้วย Web Shell

 พบการโจมตีอย่างรุนแรงจากกลุ่มแฮกเกอร์ที่มุ่งเป้าไปยังช่องโหว่ระดับวิกฤตรหัส CVE-2026-63030 และ CVE-2026-60137 (หรือที่รู้จักในชื่อชุดช่องโหว่ “wp2shell”) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบแกนหลัก (WordPress Core) โดยแฮกเกอร์ใช้ช่องโหว่นี้ในการเจาะระบบเพื่อติดตั้ง Web Shell (เครื่องมือควบคุมเซิร์ฟเวอร์ระยะไกล) และปลั๊กอินที่เป็นอันตราย

รายละเอียดการโจมตี

  • กลไกการเจาะระบบ: แฮกเกอร์อาศัยช่องโหว่จากการทำงานของฟีเจอร์ Batch-processing ในระบบ WordPress REST API ทำให้สามารถสั่งรันโค้ดอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution – RCE) ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องล็อกอินหรือยืนยันตัวตน (Unauthenticated)
  • การปล่อยโค้ดต้นแบบ (PoC): ช่องโหว่นี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะโดยบริษัทความปลอดภัย SearchLight Cyber และหลังจากนั้นเพียงไม่นาน ก็เริ่มมีโค้ดทดสอบการเจาะระบบ (Proof-of-Concept) หลุดออกมา ทำให้แฮกเกอร์ทั่วโลกเริ่มทำการสแกนและโจมตีทันที

พฤติกรรมที่พบจากการโจมตี (รายงานโดย Wiz, SANS และ Defiant)

  1. ติดตั้งปลั๊กอินอันตรายและ Web Shell: แฮกเกอร์จะอัปโหลดปลั๊กอินแปลกปลอมเพื่อเปิดช่องทางสั่งการทางไกล และสร้างไฟล์ PHP Web Shell ซ่อนไว้ในโฟลเดอร์ /wp-content/cache/ โดยสุ่มชื่อไฟล์เพื่อใช้เป็นรหัสผ่านในการเข้าถึง หากคนนอกพยายามเข้าตรงๆ จะเจอหน้าหลอกว่า “404 Not Found”
  2. ขโมยข้อมูลระบบ: มีการใช้เทคนิค Local File Inclusion (LFI) เพื่อเข้าไปอ่านไฟล์ wp-config.php หวังขโมยรหัสผ่านฐานข้อมูล (Database Credentials) และคีย์ความปลอดภัยของระบบ
  3. สร้างบัญชีผู้ดูแลระบบปลอม: แฮกเกอร์บางกลุ่มเริ่มสร้างบัญชีแอดมิน (Rogue Administrator Accounts) ทิ้งไว้ในระบบเพื่อให้สามารถกลับเข้ามาควบคุมเว็บได้ตลอดเวลา แม้จะปิดช่องโหว่ไปแล้ว

สถานการณ์ล่าสุดและแนวทางแก้ไข

  • การอัปเดตระบบ: ทาง WordPress ได้ออกตัวอัปเดตฉุกเฉินในเวอร์ชัน 7.0.2, 6.9.5 และ 6.8.6 พร้อมทั้งสั่งเปิดระบบอัปเดตอัตโนมัติ (Automatic Security Updates) ให้กับเว็บไซต์ที่ยังรองรับ
  • สถิติการป้องกัน: จากการตรวจสอบเว็บไซต์ตัวอย่างกว่า 124,580 แห่ง พบว่ามีประมาณ 81.6% ที่ได้รับการอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว แต่อีกเกือบ 20% ยังคงเสี่ยงโดนเจาะ

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแลเว็บไซต์ WordPress:

  1. ตรวจสอบเวอร์ชันของ WordPress และกดอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดทันที
  2. ตรวจสอบไฟล์ในโฟลเดอร์ /wp-content/cache/ ว่ามีไฟล์ PHP แปลกปลอมที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นหรือไม่
  3. ตรวจสอบรายชื่อผู้ดูแลระบบ (Users) ว่ามีบัญชีแปลกปลอมโผล่มาหรือไม่
  4. ตรวจสอบประวัติล็อก (Logs) และรายชื่อปลั๊กอินที่ติดตั้งอยู่ในปัจจุบันเพื่อหาความผิดปกติ

ที่มา bleepingcomputer


บทความที่เกี่ยวข้อง

IT 360º ไอที ง่ายๆ รอบๆ ตัว
แฮกเกอร์ปลอมสัมภาษณ์งาน หลอกติดตั้งมัลแวร์ ขโมยคริปโตมูลค่า 6.3 พันล้านดอลลาร์
แฮกเกอร์ใช้กลลวงปลอมเป็น Recruiter สัมภาษณ์งานหลอกติดตั้งมัลแวร์ หลอกพนักงาน ดาวน์โหลดมัลแวร์ ก่อนขโมย Credentials และเจาะระบบ Wallet Infrastructure...
อ่านต่อ >
IT 360º ไอที ง่ายๆ รอบๆ ตัว
แฮกเกอร์โจมตีระบบทำความเย็นซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วยุโรป ปรับอุณหภูมิถึง 50°C ทำอาหารเสียหายหนัก
แฮกเกอร์โจมตีระบบควบคุมความเย็นของซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งทั่วยุโรป สามารถเข้าถึงระบบจากระยะไกลและเปลี่ยนการตั้งค่าอุณหภูมิตู้แช่เย็นและตู้แช่แข็งถูกปรับอุณหภูมิสูงถึง 50°C ส่งผลให้สินค้าอาหารเสียหายและต้องทิ้ง เหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับช่องโหว่ในระบบควบคุมความเย็นที่เคยถูกโจมตีในฝรั่งเศส สะท้อนความเสี่ยงของระบบ IoT และ OT...
อ่านต่อ >
IT 360º ไอที ง่ายๆ รอบๆ ตัว
แฮกเกอร์ใช้ช่องโหว่ Collabora Online ฝัง Web Shell บนเซิร์ฟเวอร์ Nextcloud 
แฮกเกอร์ใช้ช่องโหว่ Collabora Online ฝัง Web Shell บนเซิร์ฟเวอร์ Nextcloud เพื่อควบคุมเซิร์ฟเวอร์ พร้อมพยายามค้นหาไฟล์รหัสผ่านและข้อมูลกระเป๋าเงินดิจิทัลภายในระบบ...
อ่านต่อ >
Scroll to Top