Endpoint Protection

Endpoint Protection บริการป้องกัน Server และ Client ด้วย Endpoint Protection
ขณะที่เทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้าไปมาก ไวรัสและมัลแวร์เองก็ถูกพัฒนาให้ร้ายกาจขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้ Server และระบบเครือข่ายขององค์กรได้ โดยหลักการทำงานของระบบ Endpoint Protection มีคุณลักษณะดังนี้
- ในกรณีที่ใช้งานแบบ Physical/Virtualized ลูกค้าเพียงลง Agent ที่เครื่อง Server ที่ต้องการใช้บริการ
- มีระบบควบคุม (Management System) จากส่วนกลาง โดยแจ้งให้ผู้บริการกำหนดขอบเขตของ Policy ของ Endpoint Protection และมีระบบ Report ส่งให้ลูกค้าที่ใช้บริการทุกเดือน
- กรณีมี Malware ชนิดใหม่เกิดขึ้น ระบบจะทำการกักไฟล์ที่ต้องสงสัย (Zero Hour Attach) เพื่อตรวจสอบก่อน ทำให้ระบบสามารถช่วยป้อง Server ของลูกค้าได้ทันเวลา
- มีฐานข้อมูลของ Malware ในระบบ Cloud ทำให้ ระบบการตรวจจับ Malware ทำการสแกนได้ร็วขึ้น
รูปแบบของการบริการ Endpoint Protection
- การป้องกัน Malware ด้วยพีเจอร์พื้นฐานและรวมถึงเทคโนโลยีต่างๆนอกเหนือจาก Signature based Detection การวิเคราะห์พฤติกรรมที่น่าสงสัย และ Machine Learning เพื่อตรวจจับและป้องกันมัลแวร์ รวมถึงไวรัส
- Zero-day Threat Prevention เทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยในการตรวจจับพฤติกรรมกับอุปกรณ์ปลายทางที่น่าสงสัยหรือมีความเสี่ยงเพื่อป้องกันและกักกันโปรแกรมที่ไม่รู้จักแพร่กระจายออกไป
- Device Control การจำกัดอุปกรณ์ภายนอก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของมัลแวร์ หรือการขโมยข้อมูล
- การกรองเนื้อหาเว็บไซต์ Web and Content Filtering ป้องกันผู้ใช้งานจากการเข้าใช้งานเว็บไซต์ที่เป็นอันตรายหรือเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นช่องทางในการโจมตี
- การจัดการแพทช์ Patch Management ตรวจสอบและอัปเดตช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่แฮกเกอร์จะใช้ช่องโหว่นั้นในการโจมตี
หลักการทำงานของ Endpoint Protection
- ตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อภัยคุกคามขั้นสูง
- ป้องกัน วิเคราะห์เชิงลึก และตอบสนอง (Incident Response)
- Threat hunting
- Integration with SIEM/SOAR
- AI/Macahine Learning
- Ransomware Protection
- Exploit Prevention
- Root Cause Analysis
- Incident response Tools
ข้อดีของบริการ Endpoint Protection
1. การตรวจจับที่แม่นยำและครอบคลุม (Advanced Detection)
•Multi-layered Protection:
ใช้เทคโนโลยีหลายชั้น ทั้ง
•Machine Learning
•Behavioral Analysis
•Heuristics
ทำให้ตรวจจับภัยคุกคามที่ไม่มีในฐานข้อมูล (Zero-day) และ Ransomware ได้อย่างแม่นยำ
•Visibility: ให้ทัศนวิสัย (Visibility) ที่ชัดเจนทั่วทั้งองค์กร สามารถมองเห็นเส้นทางการโจมตี (Attack Tree) ว่ามัลแวร์เข้ามาทางไหนและพยายามจะทำอะไรต่อ
2. ประสิทธิภาพสูงแต่กินทรัพยากรน้อย (Low Performance Impact)
•Lightweight Agent: ตัวเอเจนต์ที่ติดตั้งบนเครื่องปลายทาง (Endpoints) ออกแบบมาให้ทำงานเบามาก ไม่ทำให้เครื่องหน่วงหรือช้าลง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ Bitdefender เหนือกว่าคู่แข่งหลายราย
•Cloud-Native: การประมวลผลส่วนใหญ่เกิดขึ้นบน Cloud ทำให้ลดภาระของเครื่องผู้ใช้
3. การตอบโต้และกู้คืน (Response & Remediation)
•One-Click Response: ผู้ดูแลระบบสามารถสั่งการตอบโต้ได้ทันทีจากหน้าจอเดียว เช่น การแยกเครื่องที่ติดเชื้อออกจากเครือข่าย (Isolate) การระงับ Process หรือการลบไฟล์อันตราย
•Ransomware Rollback: มีฟีเจอร์ช่วยกู้คืนไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสโดย Ransomware ให้กลับมาเป็นปกติได้ (ขึ้นอยู่กับเวอร์ชันและสิทธิ์การใช้งาน)
4. ความง่ายในการใช้งานและจัดการ (Ease of Use)
•Unified Console: จัดการทุกอย่างได้ผ่านหน้าจอเดียว (GravityZone Console) ไม่ว่าจะเป็นการดู Log, การตั้งค่า Policy หรือการวิเคราะห์เหตุการณ์
•Low False Positives: ระบบมีการคัดกรองที่ดี ทำให้เกิดการแจ้งเตือนผิดพลาด (False Positive) น้อย ช่วยลดภาระงานของทีมไอที
5. ความคุ้มค่า (Cost-Effectiveness)
•เมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับ Tier เดียวกัน มีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า ประสิทธิภาพการป้องกันติดอันดับต้นๆ จากผลการทดสอบของสถาบันอิสระอย่าง AV-TEST และ AV-Comparatives
ลักษณะการให้บริการของ Endpoint Protection
เป็นบริการในรูปแบบของ Cloud Security โดยสามารถให้บริการทั้งในรูปแบบ Agent-less และแบบ Agent
