Cybersecurity 2026 สำรวจความเสี่ยงไซเบอร์และแผนรับมือสำหรับองค์กร
6 มกราคม 2026
แนวโน้มหลักของ Cybersecurity ในปี 2026 ที่องค์กรต้องจับตา
เมื่อ Cybersecurity ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการป้องกันไม่ให้โดนโจมตีอีกต่อไป การทำความเข้าใจแนวโน้มล่วงหน้าจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับคนทำงานสาย IT ที่ต้องรับมือกับระบบจริง แอปพลิเคชันจริง และผู้ใช้งานจริงในทุกวัน
ในปี 2026 ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์มองตรงกันว่า มี 6 แนวโน้มสำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางของภัยคุกคามและแนวทางการป้องกันขององค์กรทั่วโลก
1. Agentic AI : แนวรบใหม่ของทั้งการโจมตีและการป้องกันทางไซเบอร์
เมื่อเข้าสู่ปี 2026 บทบาทของ AI ในโลก Cybersecurity จะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เราเคยมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ หรือระบบอัตโนมัติที่ทำตามคำสั่ง กำลังกลายเป็น สนามรบใหม่ทั้งในฝั่งผู้โจมตีและฝั่งผู้ป้องกัน
หัวใจของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการมาของ Agentic AI ที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำได้เองในระดับหนึ่ง โดยแทบไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุมแบบเรียลไทม์
เมื่อ AI ของผู้โจมตีคิดและปรับตัวได้เอง
ในฝั่งผู้โจมตี Agentic AI จะถูกนำมาใช้มากขึ้นในการ
- สำรวจระบบเป้าหมาย (reconnaissance)
- วิเคราะห์ช่องโหว่และพฤติกรรมผู้ใช้
- เคลื่อนที่ภายในเครือข่าย (lateral movement)
- ขโมยข้อมูลหรือยกระดับสิทธิ์อย่างรวดเร็ว
จุดที่น่ากังวลคือ ความเร็วและการปรับตัว AI bot สามารถทดลองแนวทางการโจมตีหลายรูปแบบพร้อมกัน เรียนรู้จากความล้มเหลว และเปลี่ยนกลยุทธ์ได้เร็วกว่า human-driven attack อย่างมาก ทำให้ทีม IT และ Security ที่ยังพึ่งพาการตรวจจับแบบเดิม ๆ อาจตอบสนองไม่ทัน
ผู้ป้องกันการโจมตี ก็เริ่มใช้ Agentic AI เช่นกัน
- เฝ้าระวังพฤติกรรมที่ผิดปกติแบบต่อเนื่อง
- วิเคราะห์ log และ event จำนวนมหาศาล
- ตรวจจับ threat ที่ซ่อนอยู่ในพฤติกรรมเล็ก ๆ
- และช่วย containment หรือ response ในระดับเบื้องต้น
AI เหล่านี้สามารถทำงานได้ตลอด 24/7 และมองเห็น pattern ที่มนุษย์อาจมองข้าม แต่ความท้าทายสำคัญคือ เมื่อ AI เริ่มตัดสินใจเอง องค์กรจะควบคุมมันอย่างไร หนึ่งในประเด็นสำคัญของปี 2026 คือ องค์กรไม่สามารถมอง AI เป็นเพียง feature เสริมของระบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องเริ่มคิดว่า AI คือส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมความปลอดภัย (Security Architecture)
ความปลอดภัยในยุค Agentic AI ไม่ได้ดูแค่ว่าเราสั่งให้ AI ทำอะไร แต่ต้องดูด้วยว่า AI เลือกทำอะไรเอง
ทำไม Security Team จึงต้องเริ่มทดสอบ Agent-in-the-Wild
แนวคิดใหม่ที่เริ่มถูกพูดถึงคือการทำ Agent-in-the-Wild Simulation หรือการจำลองสถานการณ์ที่ปล่อย AI agent ทำงานในสภาพแวดล้อมจริง หรือใกล้เคียงจริง เพื่อดูว่า
- AI จะตัดสินใจอย่างไรเมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
- ระบบ monitoring สามารถสังเกตพฤติกรรมเหล่านั้นได้หรือไม่
- และทีม Security จะ “จับสัญญาณ” ได้ทันก่อนที่ AI จะก้าวไปสู่การกระทำที่เสี่ยงหรือไม่
Agentic AI = โอกาส + ความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน
Agentic AI ไม่ได้เป็นภัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นทั้ง เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน และตัวเร่งความรุนแรงของการโจมตี องค์กรที่เตรียมตัวได้ดี จะสามารถใช้ AI เป็น ผู้ช่วยเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพสูง ทำงานได้ตลอดเวลา ในขณะที่องค์กรที่ขาดการกำกับดูแล อาจเผชิญกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ยากจะควบคุม
2. Quantum Computing : ภัยคุกคามที่ใกล้กว่าที่คิด และจุดเปลี่ยนของการเข้ารหัส
Quantum Computing ถูกพูดถึงในฐานะภัยคุกคามของโลกอนาคต Cybersecurity มานานหลายปี แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2026 สถานการณ์กำลังเปลี่ยนจากคำเตือนเชิงทฤษฎีไปสู่ความเสี่ยงที่เริ่มจับต้องได้จริง
จุดเปลี่ยนสำคัญคือระยะเวลาของการโจมตีแบบ Harvest Now, Decrypt Later กำลังสั้นลงเรื่อย ๆ กล่าวคือ ผู้โจมตีอาจยังไม่สามารถถอดรหัสข้อมูลได้ในวันนี้ แต่สามารถดักเก็บข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ เพื่อรอวันที่เทคโนโลยีควอนตัมพร้อมใช้งาน ข้อมูลที่ถูกขโมยวันนี้ อาจถูกถอดรหัสได้ในวันข้างหน้า เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล, ข้อมูลทางการเงิน, ข้อมูลสุขภาพ, ความลับทางการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา
หากข้อมูลเหล่านี้ถูกดักเก็บไว้ในรูปแบบที่เข้ารหัสด้วยอัลกอริทึมเดิม เช่น RSA หรือ ECC ก็มีความเสี่ยงว่าในอนาคต เมื่อพลังการประมวลผลควอนตัมพัฒนาเพียงพอ ข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกถอดรหัสย้อนหลังได้ทั้งหมด
นี่คือเหตุผลที่ Quantum Computing ไม่ใช่ภัยในอนาคตอันไกล แต่เป็นความเสี่ยงสะสมที่เริ่มต้นแล้วตั้งแต่วันนี้ องค์กรจำนวนมากไม่รู้จัก Crypto Footprint ของตัวเอง ซึ่งหนึ่งในความเสี่ยงที่พบได้บ่อยคือ องค์กรไม่รู้ว่า ระบบใดใช้การเข้ารหัสแบบใด, key ถูกเก็บไว้ที่ไหน, protocol ใดพึ่งพา RSA / ECC และข้อมูลใดมีความสำคัญในระยะยาว
เมื่อไม่มีการติดตาม crypto footprint อย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ post-quantum cryptography จะยิ่งซับซ้อน และเสี่ยงต่อการพลาดจุดสำคัญที่ควรป้องกันก่อน ในปี 2026 แรงกดดันในการเปลี่ยนไปใช้ Quantum-Resilient Cryptography จะไม่ได้มาจากฝ่าย IT เพียงอย่างเดียว แต่จะมาจากหลายทิศทาง เช่น
- หน่วยงานกำกับดูแลและมาตรฐานความปลอดภัย
- บริษัทประกันภัยไซเบอร์
- ข้อกำหนดด้านความมั่นคงของรัฐและห่วงโซ่อุปทาน
องค์กรจะไม่สามารถเลื่อนการเปลี่ยนผ่านได้ง่ายเหมือนในอดีต และอาจถูกบังคับให้ปรับระบบภายใต้เวลาจำกัด
สิ่งที่องค์กรควรเริ่มทำในปี 2026
- ทำ Crypto Inventory อย่างจริงจัง ควรระบุให้ชัดเจนว่า
– key สำคัญอยู่ที่ไหน
– ระบบใดใช้การเข้ารหัสแบบเดิม
– ข้อมูลใดมีความเสี่ยงสูงหากถูกถอดรหัสย้อนหลัง - เริ่มทดลอง Post-Quantum และ Hybrid Cryptography
องค์กร ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างทันที แต่ควรเริ่มทดสอบอัลกอริทึมแบบ post-quantum หรือ hybrid (ใช้ classical + post-quantum ร่วมกัน) ในระบบที่ไม่ critical ก่อน - ให้ความสำคัญกับการจัดการ Key และ Archive แม้ในวันที่ผู้โจมตีสามารถถอดรหัสได้ การที่องค์กร
– ลบ key อย่างถูกต้อง
– จัดการ archive อย่างรัดกุม
จะยังคงเป็นแนวป้องกันด่านแรกที่สำคัญมาก
Quantum Security คือการวางแผนระยะยาว ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าองค์กรที่เริ่มต้นเข้าใจ crypto footprint ของตัวเองตั้งแต่วันนี้ จะมีความได้เปรียบอย่างมาก เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค post-quantum กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก Cybersecurity
3. Deepfakes และ Synthetic Identity : เมื่อ “เห็นกับตา” ไม่ได้แปลว่า “จริง” อีกต่อไป
หนึ่งในแนวโน้มที่อันตรายและท้าทายที่สุดของ Cybersecurity ในปี 2026 คือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ Deepfakes, สื่อสังเคราะห์ (Synthetic Media) และการหลอกลวงตัวตน (Identity Deception) จนเส้นแบ่งระหว่าง ของจริง และ ของปลอม แทบแยกไม่ออก
เทคโนโลยีสร้างเสียง วิดีโอ และตัวตนปลอมในปัจจุบันมีความสมจริงสูงมาก จนเครื่องมือตรวจจับแบบเดิม และแม้แต่สายตามนุษย์เอง ก็เริ่มไม่สามารถแยกความแตกต่างได้อย่างมั่นใจอีกต่อไป
Deepfake ไม่ได้เป็นแค่คลิปปลอม แต่เป็น “อาวุธ” ทางไซเบอร์
ในปี 2026 ผู้โจมตีจะใช้ Deepfake ไม่ใช่เพื่อความบันเทิงหรือการหลอกเล่น แต่เป็น เครื่องมือโจมตีเชิงเป้าหมาย (Targeted Attack) อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในรูปแบบ
- เสียงปลอมของผู้บริหารที่สั่งการโอนเงิน
- วิดีโอคอลปลอมจากผู้ให้บริการหรือพาร์ทเนอร์
- ข้อมูลตัวตนที่ถูกประกอบขึ้นใหม่ (Synthetic Identity) เพื่อผ่านระบบตรวจสอบ
รูปแบบการโจมตีอย่าง Business Email Compromise (BEC) จะยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่ออีเมลถูกเสริมด้วยเสียงหรือวิดีโอที่ดูเหมือนมาจากผู้บริหารจริง ทำให้เหยื่อลดความระแวงลงอย่างมาก
ระบบ Biometric และ Identity Verification ก็ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด หลายองค์กรเริ่มใช้ biometric เช่น เสียง, ใบหน้า และ ลายนิ้วมือ เพื่อยืนยันตัวตน แต่ในยุคของ synthetic media ระบบเหล่านี้เริ่มเผชิญความเสี่ยงจาก
- biometrics ที่ถูกคัดลอก
- identity ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จากข้อมูลหลายแหล่ง
- การ spoof ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อหลอกระบบอัตโนมัติ
ปัญหาคือ ระบบจำนวนมากยังคงใช้การตรวจสอบแบบ ครั้งเดียวแล้วเชื่อถือ (one-time verification) ซึ่งไม่เพียงพออีกต่อไปในโลกที่ตัวตนสามารถถูกปลอมได้ตลอดเวลา
องค์กรที่ยังพึ่งพา การยืนยันจากมนุษย์เพียงอย่างเดียว หรือการตรวจสอบตัวตนแบบพื้นฐาน
จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมาก เพราะการตัดสินใจของมนุษย์สามารถถูกหลอกได้ง่ายเมื่อสิ่งที่เห็น สมจริงเกินไป
4. IoT, Edge และ Device Proliferation : เมื่อทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ กลายเป็นช่องทางโจมตีได้ทั้งหมด
ในปี 2026 พื้นที่โจมตีทางไซเบอร์ขององค์กรจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว เกิดจาก จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล IoT, Edge Computing, อุปกรณ์อัจฉริยะ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน 5G/6G กำลังถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ทำให้ ทุกสิ่งที่เชื่อมต่อ อาจกลายเป็น จุดเริ่มต้นของการโจมตี ได้โดยที่องค์กรไม่ทันสังเกต
การโจมตีจะไม่เริ่มจาก Data Center อีกต่อไป
ในอดีต การป้องกันมักโฟกัสที่ศูนย์กลาง เช่น Data Center หรือ Core Network แต่ในปี 2026 การโจมตีขนาดใหญ่จำนวนมากจะเริ่มจาก
- อุปกรณ์ฝังตัว (embedded devices)
- IoT ราคาถูก
- แบรนด์ที่หลากหลายเกินควบคุม
- อุปกรณ์ edge ในหน้างานผลิตหรือโลจิสติกส์
อุปกรณ์เหล่านี้มักถูกมองว่าไม่สำคัญ แต่กลับเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุด และเมื่อถูกเจาะได้แล้ว ก็สามารถใช้เป็น จุด pivot เพื่อเคลื่อนที่ไปยังระบบหลัก (lateral movement) ได้อย่างง่ายดาย
อุปกรณ์ IoT ที่อัปเดตยาก = เป้าหมายชั้นดีของผู้โจมตี
ความเสี่ยงสำคัญที่พบได้บ่อย ได้แก่
- อุปกรณ์ที่ไม่สามารถอัปเกรด firmware ได้ง่าย
- ใช้ default password จากโรงงาน อาจมีหลงลืมในระบบ
- ไม่มีระบบ patch management การอัปเดต ต้องทำเป็นรายตัว ซึ่งอุปกรณ์มีเป็นพัน ๆ ตัว
- หรือไม่ได้อยู่ใน asset inventory ขององค์กร
อุปกรณ์ลักษณะนี้มักกลายเป็นเป้าหมายแรกของ botnet, DDoS หรือการฝัง malware เพื่อรอใช้งานในภายหลัง โดยเฉพาะในองค์กรที่มีอุปกรณ์จำนวนมากกระจายอยู่ตามหลายสาขา
Edge Computing = จุดเชื่อมต่อที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
Edge computing clusters เช่น ระบบในโรงงานอุตสาหกรรม, ศูนย์กระจายสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ มักถูกออกแบบมาเพื่อความเร็วและความต่อเนื่องของการทำงาน มากกว่าความปลอดภัย ทำให้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็น lateral pivot zones ที่ผู้โจมตีสามารถใช้ขยายผลจากอุปกรณ์หนึ่งไปสู่อุปกรณ์อื่นได้อย่างรวดเร็ว
Botnet และการโจมตีแบบกระจายจะรุนแรงขึ้น
ในปี 2026 กลุ่มผู้โจมตีจะใช้ประโยชน์จาก กองทัพอุปกรณ์ (distributed device fleets), IoT ที่ถูกยึดครอง และอุปกรณ์ edge ที่ไม่มีการป้องกัน เพื่อใช้ในการ
- สร้าง botnet ขนาดใหญ่
- โจมตีแบบ DDoS
- แทรกซึม supply chain ผ่านผู้ผลิตหรือผู้ติดตั้งอุปกรณ์
การโจมตีจึงไม่ได้มาจากจุดเดียว แต่กระจายตัวและยากต่อการป้องกันด้วยวิธีแบบเดิม
Device Lifecycle Management กลายเป็นภารกิจสำคัญระดับองค์กร
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของปี 2026 คือ การจัดการวงจรชีวิตของอุปกรณ์ (Device Lifecycle Management) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่
การ provision อุปกรณ์
การตั้งค่าเริ่มต้นที่ปลอดภัย
การ patch และอัปเดต
การ decommission และกำจัดอุปกรณ์อย่างถูกต้อง
อุปกรณ์ที่ เลิกใช้งานแล้วแต่ยังเชื่อมต่ออยู่ คือความเสี่ยงที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุด
Zero Trust ในระดับอุปกรณ์: ต้องคิดว่า ทุก device อาจถูกเจาะระบบแล้ว
แนวคิด Zero Trust ในปี 2026 ไม่ได้หยุดอยู่ที่ user หรือ network แต่ต้องลงมาถึง ระดับอุปกรณ์ (Device-Level Zero Trust) นั่นหมายความว่า
- ไม่ควรเชื่อถืออุปกรณ์ใดโดยอัตโนมัติ
- ต้องมีการ segmentation และ micro-networking ที่ edge
- จำกัดสิทธิ์การสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ให้น้อยที่สุด
การออกแบบเครือข่ายต้องสมมติไว้ก่อนว่า อุปกรณ์บางส่วนอาจถูก compromise แล้ว และต้องจำกัดผลกระทบไม่ให้ลุกลาม
อุปกรณ์คือส่วนหนึ่งของ Supply Chain Risk
อีกประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ อุปกรณ์จำนวนมากไม่ได้ผลิตโดยองค์กรเอง อาจมาจาก vendor, integrator และผู้ผลิตภายนอก ดังนั้นในปี 2026 องค์กรจึงต้องมองว่า
- IoT และ edge devices คือส่วนหนึ่งของ supply chain
- ความเสี่ยงของ vendor คือความเสี่ยงขององค์กร
- ต้องมีการประเมินและควบคุมความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง
การเข้าใจและจัดการอุปกรณ์อย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงขององค์กรในปี 2026 และในอนาคต
5. Cybercrime as a Business : เมื่ออาชญากรรมไซเบอร์เติบโตเป็นองค์กรธุรกิจเต็มรูปแบบ
ในปี 2026 ภาพของอาชญากรไซเบอร์จะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่หลายคนยังจินตนาการถึง กลุ่มแฮกเกอร์ลับๆ กลายเป็นองค์กรธุรกิจที่มีโครงสร้างการบริหาร และโมเดลรายได้เหมือนบริษัทจริง องค์กรเหล่านี้กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และ Cybercrime จะไม่ใช่กิจกรรมใต้ดินแบบกระจัดกระจายอีกต่อไป แต่เป็น ระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เชื่อมโยงกันทั้งห่วงโซ่
Ransomware ไม่ใช่แค่มัลแวร์ แต่คือ “แพลตฟอร์มธุรกิจ”
Ransomware และการข่มขู่เรียกค่าไถ่ (extortion) ในปี 2026 จะพัฒนาไปไกลกว่าเดิมมาก โดยมีลักษณะเป็นธุรกิจประเภท RaaS (Ransomware as a Service) เช่น
- Affiliate Models: เปิดให้กลุ่มย่อยเข้าร่วมโจมตี แลกกับส่วนแบ่งรายได้
- Subscription Services: เช่าเครื่องมือโจมตีแบบรายเดือน
- Encrypted Laundering: ระบบฟอกเงินและรับชำระเงินที่ซับซ้อน
แม้แต่สิ่งที่ฟังดูเหลือเชื่ออย่าง Customer Support สำหรับเหยื่อ ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ เช่น ช่องทางติดต่อเพื่อช่วยเหลือ การจ่ายค่าไถ่ หรืออธิบายขั้นตอนการกู้คืนข้อมูล
องค์กรที่เตรียมคน กระบวนการ และการตัดสินใจไว้พร้อม จะรับมือกับ Cybercrime รุ่นใหม่ได้ดีกว่าองค์กรที่พึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
6. Cybersecurity as a Strategic Pillar : เมื่อความปลอดภัยไซเบอร์กลายเป็นรากฐานของทั้งธุรกิจ
ในปี 2026 องค์กรที่สามารถรับมือกับภัยไซเบอร์ได้ดี จะไม่ใช่องค์กรที่มีเครื่องมือมากที่สุด แต่คือองค์กรที่ มอง Cybersecurity เป็น เสาหลักเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงต้นทุนของฝ่าย IT
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากความซับซ้อนของภัยคุกคามรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น AI-driven attacks, ความเสี่ยงจาก Quantum Computing หรือการปลอมแปลงตัวตนแบบ Synthetic Identity ซึ่งล้วนต้องการ การตัดสินใจและการประสานงานในระดับองค์กร มากกว่าการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว
ทำไม Cybersecurity ต้องถูกยกระดับ
ปัญหาหลักของภัยไซเบอร์ในปี 2026 คือ ไม่สามารถถูกจัดการโดยทีม IT เพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป
ตัวอย่างเช่น
- การใช้ AI ในระบบธุรกิจ ต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านจริยธรรม กฎหมาย และ การรั่วไหลของข้อมูล
- การเตรียมรับมือ Quantum Risk ต้องวางแผนระยะยาวและแบ่งการลงทุนด้านเทคโนโลยีเป็นช่วง ๆ
- การป้องกัน Deepfake และ Identity Deception ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและพฤติกรรมมนุษย์
ทั้งหมดนี้ต้องการ การมีส่วนร่วมของผู้บริหารระดับสูง คณะกรรมการ และการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร
บทบาทของ CISO จะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ในปี 2026 ตำแหน่ง CISO (Chief Information Security Officer) จะไม่ได้ถูกมองเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคนิคอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น Strategic Business Partner แม้ชื่อตำแหน่งอาจเปลี่ยนไป แต่ขอบเขตความรับผิดชอบจะใหญ่ขึ้น เช่น
- เชื่อมโยงความเสี่ยงไซเบอร์กับผลกระทบทางธุรกิจ
- สื่อสารกับผู้บริหารในภาษาของความเสี่ยง โอกาส และความต่อเนื่อง
- มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
สำหรับคนทำงานสาย IT นี่หมายถึง การทำงานด้านความปลอดภัยจะต้อง สื่อสารข้ามทีม ข้ามฝ่าย และข้ามมุมมองทางเทคนิค ตัวชี้วัดความสำเร็จต้องเปลี่ยนจาก ไม่โดนเจาะระบบ เป็น ฟื้นตัวได้เร็ว ในอดีต ความสำเร็จด้าน Cybersecurity มักวัดจาก จำนวนภัยคุกคามที่ถูกบล็อก (Threats Blocked)
แต่ในปี 2026 เพียงแค่นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรต้องให้ความสำคัญกับ Cyber Resilience Metrics เช่น
- Time-to-Recover: ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะกลับมาดำเนินธุรกิจได้
- Adaptability: องค์กรปรับตัวได้เร็วแค่ไหนเมื่อรูปแบบการโจมตีเปลี่ยน
- Incident Containment: สามารถจำกัดความเสียหายไม่ให้ลุกลามได้ดีเพียงใด
มุมมองนี้สะท้อนชัดว่า เป้าหมายไม่ใช่ ป้องกันทุกการโจมตี แต่คือ การจัดการความเสี่ยงและผลกระทบอย่างมีระบบ
การฝัง Cybersecurity เข้าไปใน จริยธรรม (Ethics), กฎหมายและการกำกับดูแล (Legal & Compliance และการปฏิบัติงานจริง (Operations) จะช่วยให้องค์กรสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างมั่นใจ โดยไม่หยุดนวัตกรรมเพราะความกลัว
สุดท้าย Cybersecurity ในปี 2026 จะเป็นเรื่องของ ความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ ระหว่างองค์กรในห่วงโซ่อุปทาน และการแบ่งปัน Threat Intelligence ไม่มีองค์กรใดเป็นเกาะโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป การเชื่อมโยงข้อมูลและประสบการณ์ จะช่วยให้องค์กรรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้ดีขึ้น
จากทั้ง 6 แนวโน้มที่กล่าวมา สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ Cybersecurity ในปี 2026 จะไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มเครื่องมือหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการปรับ มุมมอง และ โครงสร้างการตัดสินใจของทั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็น Agentic AI, Quantum Risk, Deepfake, การขยายตัวของอุปกรณ์ IoT/Edge หรือ Cybercrime ที่เติบโตเป็นธุรกิจ ล้วนสะท้อนว่า ภัยคุกคามกำลังฉลาด เร็ว และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ขณะที่การป้องกันแบบเดิมเริ่มตามไม่ทัน
Cybersecurity 2026 คือเรื่องของ ความพร้อม ไม่ใช่ ความกลัว
สุดท้ายแล้ว องค์กรที่ประสบความสำเร็จในปี 2026 จะไม่ใช่องค์กรที่ไม่เคยถูกโจมตี แต่คือองค์กรที่คาดการณ์ได้ รับมือได้ และฟื้นตัวได้อย่างมีระบบ Cybersecurity จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจยากขึ้น แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเดินหน้าได้อย่างมั่นใจในโลกดิจิทัลที่ความเสี่ยงเป็นเรื่องปกติ
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาที่ปรึกษาหรือผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ครอบคลุมและครบวงจร สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมจาก NT cyfence ได้ที่ โทร 1888 หรือคลิกดูรายละเอียดบริการทั้งหมดของเราได้ที่ https://www.cyfence.com/services/
อ้างอิงข้อมูลจาก : https://www.forbes.com/sites/chuckbrooks/2025/11/10/cybersecurity-2026-6-forecasts-and-a-blueprint-for-the-year-ahead/
บทความที่เกี่ยวข้อง








